
เป็นความรู้ที่ผมใช้ตั้งแต่เรียน จนทำงานตอนนี้ ว่าด้วยเรื่องของสี และการเลือกใช้สีในงานออกแบบ สามารถใช้ได้กับทุกงานที่ใช้อารมณ์ และความรู้สึก งานที่เกี่ยวกับความสวยงาม ศิลปะ ในทุกๆแขนง
ต้องบอกก่อนว่าตอนเรียนผมเป็นเด็กที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน แต่มี 2วิชาธรรมดาๆ ที่ผมเข้าใจมันอย่างแท้จริง และเป็นวิชาที่สำคัญมากๆ นั่นคือ วิชาองค์ประกอบศิลป์ (Composition) และ วิชาทฤษฎีสี (Theory of Color) ซึ่งก็ได้ใช้มันมาจนถึงปัจจุบันในงานออกแบบประเภทต่างๆ ตั้งแต่งานสิ่งพิมพ์ product ชิ้นเล็กๆไปจนถึงงานออกแบบบ้านที่พักอาศัย
ถามว่าอิงตามทฤษฎีแบบตรงๆไหม บอกเลยว่าในการทำงานจริง ไม่มีสูตรตายตัวที่หยิบมาใช้แบบตรงตัว แต่อยู่ที่เราจะนำทฤษฎีหลักการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ยังไงให้พัฒนางาน และต่อยอดขึ้นไปได้ พอเราทำมันบ่อยๆ ดูงานออกแบบมากๆ เราจะเข้าใจในทฤษฎีต่างๆ อย่างถ่องแท้ สามารถนำมาใช้ให้เกิดความสวยงามในงานขึ้นไปอีกขั้น ไม่มีงานที่ดีและสวยที่สุด มีแค่งานที่สวยและ งานที่ไม่สวย งานที่ดี และงานที่ไม่ดี แล้วความสวยของใคร ของเราหรือคนอื่น ถ้าเราทำงานที่เป็นศิลปะประยุกต์ (Applied arts) ศิลปะที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่นนอกเหนือจากความสวยงาม การออกแบบในสิ่งที่คนส่วนมากชอบแล้วว่าสวย นั่นคือคุณสำเร็จ เพราะอย่างนั้นในงานออกแบบเชิงพาณิชย์ คงต้องมองตลาดเป็นหลักก่อน
วันนี้เลยจะขอเล่าถึงเรื่องของสีโดยทั่วไปที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านละกันครับ
ถ้าเราเปิดพัดสี หรือวงล้อสี เราจะเห็นสีแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือกลุ่มสีโทนร้อน และกลุ่มสีโทนเย็น ซึ่งให้ความรู้สึกตรงข้ามกันอย่างชัดเจน จะมี 2สี ที่เป็นได้ทั้งร้อนและเย็น ได้แก่ สีเหลือง และสีม่วง
สีที่เป็นเนื้อสีแท้เรียว่าสีHUE /
สีที่ผสมขาวเรียกว่าสี Tint ใช้สร้างความเบาบางให้สี /
สีที่ผสมดำเรียกว่าสี Shadeใช้ในการเพิ่มน้ำหนักสี/
สีในวงล้อสี เกิดจากการที่นำแม่สี 3 สี มาผสมกันได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน 3 สีนี้ เป็นสีในขั้นที่1 (Primary Color)
สีที่เกิดจากการนำแม่สีทั้งสามสีมาผสมกันจะได้สีในขั้นที่2 (Secondary Hues) อีก 3สี ได้แก่ สีส้ม สีม่วง สีเขียว
ส่วนสีในขั้นที่3 (Tertiary Hues) จะเป็นการนำสีในขั้นที่1 มาผสมกับสีในขั้นที่2 เกิดขึ้นอีก 6สีใหม่ ได้แก่ ส้มแดง/ ม่วงแดง/ เขียวเหลือง/ เขียวน้ำเงิน/ ม่วงน้ำเงิน/ ส้มเหลือง
ตอนนี้เราได้สีในวงล้อสีครบแล้ว ถ้านำมาผสมในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันก็จะเกิดเฉดสีที่ไม่ซ้ำกันอีกมากมาย นำสีต่างๆมาผสมสีขาวทำให้สีเบาได้ขึ้นไปอีกหลายระดับ นำสีต่างๆมาผสมสีดำก็ทำให้สีเพิ่มน้ำหนักได้อีกหลายระดับ ตอนนี้เราจะเห็นว่า มีสีมากมายให้เราเลือกใช้ในงานออกแบบ แล้วจะเลือกชุดสีแบบไหนถึงจะสวยละครับคราวนี้ ถ้าเป็นงานสถาปัตย์ ก็ต้องจดรหัสสีทาบ้านกันเลยทีเดียวในการเลือกสีทาภายใน และภายนอก แต่ความสวยงามมันเกิดจากการมองในภาพรวมครับ
ต้องมองชุดสีโดยรวมในสัดส่วนที่ถูกต้อง ในชุดสีที่สวย คราวนี้ละครับที่นักออกแบบจะพลาดกันบ่อย คือการให้สี หรือเลือกใช้ชุดสีผิดเพี้ยน ทำให้งานที่ควรจะสวย กลายเป็นไม่สวย เรามาดูหลักการของทฤษฎีบ้างนะครับ
Monotone การเล่นสีเดียว แต่ไล่ระดับเข้มอ่อนในงาน
INTENSITY (ความเข้มข้นของสี) ใช้ความเข้มข้นของสี ทำให้เด่นชัดเป็นจุดๆ หลักการคือ การใช้ความเข้มข้นของสีแบ่งระดับในการมองเห็น เช่นการใช้สีสดบนสีหม่น หรือการใช้สีสว่างบนสีมืด เพื่อให้เกิดมิติในงานขึ้นมา หลักการ Intensityสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกงานออกแบบ
Harmony and Contrast (กลมกลืน และขัดแย้ง) ชุดสีที่เลือกให้ไปในกลุ่มที่กลมกลืน เป็นสีที่อยู่ติดกันหรือใกล้กันในวงล้อสีนั่นละครับ ส่วนคู่สีขัดแย้ง ก็คือสีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงล้อสี เช่น สีแดงกับสีเขียว สีเหลืองกับม่วง สีน้ำเงินกับส้ม การใช้สีขัดแย้งต้องใช้ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน เช่น 80% 20% ถ้าใช้ในสัดส่วนเท่ากันจะทำให้เกิดความสับสนในงาน หรือถ้าจำเป็นหรืออยากใช้จริงๆ ก็ควรผสมสีตรงข้ามเข้าไปในสีใดสีหนึ่ง หรือผสมเข้าไปซึ่งกันและกันในสัดส่วนนิดหน่อยก็ช่วยได้ครับ ความสวยงามมันจะเกิดจากคู่สีขัดแย้งนี่ละครับถ้าเข้าใจมัน ในวงล้อสีจะมีอยู่ 6คู่สีที่ตรงข้ามกัน
คู่สีแยกตรงข้าม Y (TRIADS) เป็นการใช้สีคู่ตรงข้ามโดยขยับไปทางซ้าย และทางขวาของสีตรงข้าม เป็นรูปตัว Y
นี่คงเป็นหลักการทฤษฎี ที่ใช้กันในงานออกแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัด และSense ของผู้ออกแบบที่จะนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความชำนาญ และความเข้าใจเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นนะครับ
จริงๆแล้วแต่ละสีนั้นมีเรื่องอารมณ์และความรู้สึกทางจิตวิทยาอีกด้วย ไว้จะเล่าให้ฟังอีกครั้งนะครับ บทความนี้ขอกล่าวถึงแค่ทฤษฎีการออกแบบที่น่าจะเป็นประโยชน์เพียงเท่านี้ก่อนครับ








